สกรู (Screw)

สกรู (Screw) คืออะไร

สกรู (Screw) คือ “น็อตตัวผู้” ทำหน้าที่เป้นตัวยึดวัตถุ ใช้งานร่วมกับ หัวน็อต แหวนรองน็อต จะมีหัวแล้วมีเกลียวยาวลงมา ความยาวก็ขึ้นอยู่กับสเป็คที่ผลิตออกมา ส่วนหัวนั้นก็มีหลายรูปร่าง เช่น หัวหกเหลี่ยม หัวกลม หัวผ่า เป็นต้น รูปทรงต่างๆที่ผลิตมานั้นก็เพื่อการใช้งานที่เฉพาะเจาะจง สกรูนั้น มักจะใช้ในงาน 3 แบบหลัก ๆ ได้

ประเภทของสกรู

สกรู สามารถจำแนกประเภทได้ดังนี้

สกรูเกลียว (Machine Screws)

สกรู ชนิดนี้จะประกอบไปด้วย หัวสกรู และมีเกลียวยาวลงไปถึงปลาย สกรู ส่วนที่สำคัญที่สุด คือ เส้นผ่านศูนย์กลาง และระยะห่างระหว่างเกลียว (Pitch) ในหน่วยหน่วยเมตริก จะกำหนดเส้นผ่านศูนย์กลางเป็น มิลลิเมตร (M) ยกตัวอย่างง่ายๆ สกรู 6 x 1 คือสกรูขานาดเส้นผ่านศูนย์กลาง (Major Diameter) 6 มิลลิเมตร และช่องว่างระหว่างเกลียว (Thread Pitch) 1 มิลลิเมตร ซึ่งในสเป็คนั้นจะมีบอกอยู่ทั้งหมด สกรูประเภทนี้นั้นจะนำไปใช้กับงานที่หนักและใหญ่ โดยจะต้องใช้ร่วมกับ หัวน็อต ตัวอย่างงานที่เราจะนำไปใช้ ได้แก่ งานอุตสาหกรรมทุกชนิดยอกเว้นอุตสาหกรรมขนม งานประกอบเครื่องจักรโรงงาน งานต่อเรือ เป็นต้น ซึ่งถ้าจะให้กล่าวเลย คือ สกรูชนิดนี้จะใช้ได้กับงานทุกประเภทเลย

สกรูเกลียวไม้ (Wood Screw)

สกรูเกลียวไม้ จะถูกนำไปใช้กับงานไม้ สกรูเกลียวไม้ นั้นจะมีระยะห่างเกลียวที่มากกว่าสกรูชนิดอื่นๆ โดยจะมีชื่อเรียก 2 แบบ คือ สกรูเกลียวปล่อยและสกรูปลายสว่าน ในเรื่องของการดีไซน์ บางอันจะมีแกนยาวออกมาต่อจากหัวและค่อยมีเกลียวยาวต่อไปจนถึงปลาย ส่วนอีกแบบจะเป็นเกลียวตลอด สกรูเกลียวไม้ นั้นจะเป็นเกลียวแบบหยาบ ก่อนที่นำไปใช้ เราจะต้องเจาะรูนำร่องลงไปก่อน แล้วจากนั้นค่อยนำสกรูตอกลงไป สกรูชนิดนี้จะถอกออกได้ยากมาก

สกรูสำหรับแผ่นโลหะ (Metal Sheet Screw, Drywall Screw)

สกรู ชนิดนี้จะนำไปใช้กับแผ่นโลหะ ผนังกลวง โดยระยะห่างของเกลียวนั้นก็จะถี่มากกว่า สกรูเกลียวไม้ สกรูชนิดนี้มีทั้งแบบเกลียวปล่อยและสกรูปลายสว่าน การใช้งานนั้นเราต้องเจาะรูนำร่องเข้าไปก่อน แต่สกรูแบบปลายสว่าน เราสามารถเจาะเข้าไปได้เลย ไม่จำเป็นต้องเจาะนำไปก่อน สกรูชนิดนี้ที่ใช้กันบ่อย ได้แก่ เกลียวปล่อยยิปซั่มดำ หัวเตเปอร์ JF+

ส่วนประกอบต่าง ๆ ของสกรู

สกรู รูปร่างเต็มนั้นจะประกอบไปด้วย ส่วนหัว ส่วนของก้าน หรือลำตัว ดดยในส่วนของลำตัวนั้นจะมีเกลียวยาวตลอดลำตัว บางประเภทก็จะไม่ได้มีเกียวตลอดลำตัวเสมอไป วันนี้เราจะมาดูกันว่า ส่วนต่าง ๆ เหล่านั้นเขาเรียกว่าอะไรกันบ้าง

ส่วนประกอบของสกรู

กว่าจะได้มาเป็น สกรู หนึ่งชิ้นนั้น เราจะต้องดูปัจจัยหลายอย่าง เช่น มุมของหัวสกรู (Head Angel) เส้นผ่านศูนยบ์กลางของหัว (Head Diameter) ความยาว (Length) และขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเกลียว (Diameter) ตัวอย่างง่ายๆในการดูสกรู คือ เช่น สกรูขนาด 16 x 80 คือ สกรูขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 18 มิลลิเมตร และมีความยาว 80 มิลลิเมตร

ส่วนประกอบของเกลียว

เกลียวนั้นสำคัญอย่างมาก เป็นตัวที่จะกำหนดว่า สกรูที่เรานำไปใช้ยึดนั้น มีความแน่นแค่ไหน โดยการดูสเป็คของเกลียว จะมีดังนี้

Major Diameter คือ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของขนาดเกลียวทั้งหมด
Minor Diameter คือ ความยาวเส้นผ่านศูนย์กฃางที่วัดจากโคนเกลียวด้านในและด้านนอก
Pitch Diameter คือ เส้นผ่านศูนย์กลางของร่องเกลียว
Pitch คือ ความยาวของช่องว่างระหว่างเกลียวของสกรูทั้งหมด
Depth คือ ความลึกของเกลียว โดยวัดจากยอดเกลียวจนถึงโคนเกลียว
Root คือ โคนเกลียว
Crest คือ ยอดของเกลียว
Angle คือ มุมรวมของเกลียว

 

ประเภทของหัวสกรู

เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ประเภทของหัวสกรู (Type of screw) กับรูปร่างของหัวสกรู (Screw head style) นั้นไม่เหมือนกัน ประเภทของ สกรู นั้นจะระบุตามร่องที่เจาะอยู่บนหัว สกรู ที่เราจะใช้กับไขควง (Screw driver) ชื่อเรียกนั้นก็จะเรียกตามหัวของไขควงเลย (บางประเภทก็จะเรียกไม่เหมือนกัน) ส่วนรูปร่างของ สกรู นั้นจะเป็นรูปทรงของหัว เช่น หัวกลม หัวหกเหลียม หัวแบน เป็นต้น ในที่นี้เราจะมาดูประเภทของหัวสกรู ที่นิยมใช้กันเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่

Slotted

นี่คือ สกรู ที่นิยมใช้กันมากที่สุด เราสามารถเห็นหัวสกรูแบบนี้ได้ทุกที่ สกรูชนิดนี้จะมีข้อเสียตรงที่มันจะไม่เหมาะกับงานที่ต้องใช้ สกรู ยึดกับวัตถุที่แน่นมากๆ เนื่องจากหัวที่แบน หากเราไขเข้าไปแน่นเกิน ไขควงนั้นจะเด้งออก อาจจะทำให้หัวเสียหายได้ ไขควงที่ใช้กับ สกรู แบบนี้ คือ ไขควงหัว Slotted

Phillips

นี่คือ สกรู มีความสารพัดประโยชน์มากกว่าหัวแบบ Slotted เนื่องจากหัวเป็นรูป + สามารถใช้ไขควงไขเข้าไปได้ลึก ไขควงที่ใช้กับสกรูชนิดนี้ คือ ไขควงหัว Phillips

Phillips Tamper-resistant

หากไม่ใช่งานที่เฉพาะเจาะจงว่าต้องใช้ สกรู ชนิดนี้จริงๆ ช่างจะไม่นิยมนำมาใช้กัน เนื่องจาก สกรู ชนิดนี้ไม่ค่อยมีความแข็งแรง ลักษณะไม่ต่างจากหัว Phillips มากนัก ต่างกันตรงจุดเดียว คือ จะมีปิ้นเสียบตรงกลาง เวลาใช้งาน สกรู ชนิดนี้ ไม่ควรบิดแรง

Hex (interior)

สกรูชนิดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานกับวัสถุที่ต้องการความแน่นมากในการยึด เพราะด้วยการที่หัวสกรูเป็นแบบจม แรงบิดนั้นจะทำได้มาก แม้จะมีแรงบิดที่มาก แต่เราไม่ควรจะบิดเยอะเกินไป เนื่องจากว่าจะทำให้หัวสกรูเสียรูปร่างได้ ไขควงที่ใช้จะเป็นไขควงแบบ interior hex screwdriver

Square Recess

สกรูนี้นิยมใช้กันมากใน อเมริกา ในปัจจุบันเรายังคงเห็น สกรู ชนิดนี้ใช้กันในอุตสาหกรรมผลิตยานยนต์ สกรูแบบนี้จะเป็นรูปสี่เหลียม และหัวจม หัวสกรูแบบนี้ จะมีแรงบิดที่ต่ำ ไม่แนะนำให้ใช้ไขควงขันแรงจนเกินไป

 

รูปร่างของหัวสกรู

รูปร่างของหัวสกรู (Screw Head Style) ส่วนใหญ่จะมีสองแบบ คือ หัวสกรูแบบเป็นทรงกรวย (Countersunk screw head) และหัวสกรูแบบไม่เป็นทรงกรวย (Non-Countersunk screw head) ความแตกต่างของมัน คือ สกรูแบบไม่เป็นทรงกรวยนั้น จะมีรูปร่างแบน เมื่อเวลาเราขันเข้าไปจนสุด หัวสกรูจะอยู่ติดกับวัสดุไปเลย ส่วนสกรูแบบเป็นทรงกรวยนั้น เมื่อเราขันเข้าไปจนสุด หัวของสกรูจะโผล่ออกมา ตรงส่วนที่เป็นทรงกรวยนั้น จะทำหน้าที่เป็นฐานยึดหัวสกรูเอาไว้ การเลือกไปใช้งาน ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะนำไปใช้งานแบบไหน

สกรูหัวกระทะ

ลักษณะรูปร่างจะเป็นเหมือนรูปกระทะ หากประเภทของหัว สกรู เป็นแบบ Slotted พื้นผิวด้านบนนั้นจะแบนเรียบ แต่หากประเภทของหัวเป็นแบบ Phillips Torx และหัวเหลียม พื้นผิวข้างบนจะนูน งานที่ใช้ สกรู ชนิดนี้เราสามารถเห็นได้ทั่วไป

สกรูหัวหกเหลี่ยมจม

พื้นผิวด้านบนจะเรียบเป็นวงกลม ด้านข้างจะเป็นรูปหกเหลียม การใช้งาน สกรู ชนิดนี้จะต้องใช้กับงานที่ต้องความแน่นมากๆ เพราะเป็นสกรูที่มีแรงบิดถูง ถอดเข้าถอดออกได้ยากมาก

สกรูหัวหกเหลี่ยมจมมีแหวน

รูปร่างนั้นเหมือนกับ Indented hex แต่ต่างกันที่ชนิดนี้จะมีแหวนติดมาด้วย ซึ่งแหวนกับหิวน็อตนั้นจะทำติดมาด้วยกันเลย สกรูชนิดนี้จะลดโอกาสในการบิดเบี้ยวได้ดีกว่าแบบไม่มีแหวน

สกรูหัวหกเหลี่ยมจมแหวนมีลาย (Serrated Hex Washer)

รูปร่างเหมือนกับ Indented Hex Washer เพียงแต่ว่าหัวสกรูรูปร่างนี้จะมีฟันปลาที่แหวนรองด้วย ซึ่งแหวนรองนั้นก็ทำติดมากับหัวน็อตเลย ลายฟันปลาที่แหวนรองนั้น ถูกออกแบบมาเพื่อลดการคลายตัวของ สกรู เพื่อความปลอดภัยที่มากยิ่งขึ้น

สกรูหัว T (Truss)

พื้นผิวด้านบนจะมีลักษณะแบนและมีจุดนูนขึ้นอยู่ตรงกลางหัวสกรู สกรูชนิดนี้จะมีความแข็งแรงน้อยกว่า สกรูหัวกระทะ และ สกรูหัวกลม แต่เป็นที่ต้องการใช้ในงานที่ต้องใช้ยึดกับอุปกรณ์ที่อยู่สูงกว่าศรีษะ

สกรูหัว Wafer

เป็นหัวสกรูที่มีพื้นผิวด้านบนสุดเรียบและมีรูปร่างเป็นทรงกรวยลงมาด้านล่างแล้วตามด้วยเกลียวยาวลงไป ร่องบนหัวนั้นจะมีลักษณะเป็นเหมือนรูปดาวจมลงไป สกรูชนิดนี้เหมาะกับการใช้งานกับสว่านเจาะ ส่วนด้านบนของหัวนั้น ถูกออกแบบมาให้แบน เพื่อที่จะได้พอดีกับวัสดุที่เราเจาะลงไป ในส่วนที่มีรูปร่างเหมือนกรวยนั้น จะทำหน้าที่เป็นฐานให้กับหัวเพื่อช่วยเสริมความแข็งแรง

สกรูหัว O (Oval)

พื้นผิวด้านบนจะนูนขึ้น ถัดลงมาจะมีรูปร่างเป็นทรงกรวย ตรงของหัวสกรูเหลี่ยมจะไม่นูน สกรูชนิดนี้เป้นที่ต้องการมากกว่า สกรูแบบหัวแบน เพราะว่ามีความแข็งแรงมากกว่า สามารถใช้นำไปใช้ในการประกอบเครื่องจักรโรงงาน การผลิตยานยนต์ได้

สกรูหัวโอตัดล่าง (Oval Undercut)

ลักษณะคล้ายกับ สกรูหัวแบบ O แต่ตรงส่วนของทรงกรวยนั้นจะมีการตัดออก 70 เปอร์เซนต์ เหตุผลก็เพื่อให้มีเกลียวที่ยาวกว่าเดิม

สกรูหัว Bugle

พื้นผิวด้านบนเป็นแบบแบน แล้วยาวออกมาเป็นรูปทรงกรวย ตามด้วยเกลียวยาวลงมา บางอันจะมีแกนอยู่ต่อจากหัว หัวชนิดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้กับพื้นไม้หรือผนังกลวง

หัวแบน (Flat) และ หัวแบนตัดล่าง (Flat Undercut)

พื้นผิวด้านบนแบนเรียบ จากนั้นจะยาวลงมาเป็นทรงกรวย ใช้กับงานได้ทุกประเภท นอกจาก หัวแบน (Flat) ธรรมดาแล้ว ยังมีแบบ หัวแบนตัดล่าง (Flat Undercut) ส่วนที่เป็นกรวยนั้นจะถูกตัดออก 70 เปอร์เซนต์ เพื่อเป็นการเพิ่มความยาวของเกลียว สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการยึดได้ดี

หัวกลม

หัวกลมมีลักษณะเป็นครึ่งวงกลม แล้วจะมีรูไขควงอยู่ตรงกลางหัว ลักษณะเหมือนหัวกระทะ แต่จะมีเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่ากระทะ สกรูหัวแบบนี้ เราสามารถพบเห็นได้ในงานทั่วไปทั้งในงานอุตสาหกรรม ใช้ในบ้าน เป็นต้น